2011/Jun/05

เมื่อเช้าพี่อ้อย tx มาถามเรื่องโรงแรมที่เราไปพักตอนไปดูคอนฯ X-JAPAN ที่ฮ่องกง
ไอ้หย๋า.. ไอเราก็จำไม่ได้เน้
เลยมาเปิดค้นใน exteen
ยังไม่เจอหรอก มัวแต่อ่านบลอกเก่าๆที่เขียนเอาไว้
 
สนุกจังเลยอ่ะ ดีใจที่เขียนไว้
 
เราไม่ได้อัพ exteen มานานมากกกกกกกกกกกก (ตั้งกะปีที่แล้วแระ)
ชีวิตเราเหมือนหยุดไปเลยแฮะ
หนีไปใช้ Facebook ที่ง่ายและเร็ว
 
ที่ไม่ต้องเขียนอะไรมาก
 
ที่แค่เขวี้ยงๆรูปลงไปก็จัดเป็นอัลบั้มให้สวยงาม
 
ที่แค่กด like เพื่อแสดงตนว่า อ่านแระน้า...
 
ง่ายจังนะ
 
แต่.. มันไม่สนุกอ่ะ
 
มันไม่มีเรื่องราว
มันไม่ค่อยทำให้เรายิ้ม
ไม่ค่อยทำใ้ห้เราน้ำตาซึม
 
เด๋วนี้ไม่ค่อยมีเวลาเล่นเน็ต
ใช้แต่ได้ FB ทางมือถือ
ก็สะดวกดี แต่ไม่สนุก..
 
จะพยายามกลับมาใช้ exteen แระ
 
สู้ๆ อิอิ

2010/Oct/02

เมื่อถึงคราวน้องป๊อดของเรางอแง
อยู่มาวันนึงระหว่างฟังเพลงเพลินๆ น้องป๊อดก็เงียบไปและมีเสียง กึ๊ก.. กึ๊ก..
 
เอาละวา... ทำไงอ่ะ
 
ขอบคุณ คุณกูเกิ้ลและ mthai หาวิธี reboot เครื่องได้แล้วจ้า >w<
นึกว่าต้องเสียตังค์ + เพลงหายซะแล้ว เย้ เย้
 
credit: http://women.mthai.com/views_gadget-guide_2_72_742_1.women

วิธีการแก้ไขเบื้องต้นเมื่อ Ipod มีปัญหา

สำหรับท่านที่มี Ipod ใช้งานเป็นประจำ หรือว่า มี Ipod ไว้ในครอบครอง อาจจะต้องเคยเจออาการค้าง หรือเปิดไม่ติด ซึ่งนั่นมีอยู่ด้วยกันหลายสาเหตุด้วยกัน และคิดว่า ทุกท่านก็คงต้องเคยเจอกันมาบ้างไม่มากก็น้อย
 
และนั่น ทำให้หลายๆ ท่านคิดไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะทำอะไรก่อนหลัง จนกระทั่งต้องเสียเวลาไปร้าน หรือเข้าศูนย์ฯ ในที่สุด ทั้งๆ ที่อาจจะเป็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง
 
สำหรับวิธีการแก้ไขเบื้องต้น สำหรับ Ipod มีปัญหา หรือค้าง
 
1. สิ่งแรกที่สุดเมื่อ Ipod ของคุณค้าง หรือเปิดไม่ติด สำหรับท่านที่เพิ่งเริ่มต้นใช้งาน Ipod อาจจะยังไม่คุ้นกับอาการค้าง หรือเปิดไม่ติด ให้นึกง่ายๆ คือ เหมือนกับอาการค้างของ Windows ที่มีหน้าจอสีฟ้าๆ นั่นล่ะครับ  ซึ่งทันทีที่พบอาการไม่ว่าอาการค้าง หรือเปิดไม่ติด ให้ลองเสียบสายชาร์ต หรือเสียบสายต่อเข้ากับ computer เพราะว่าบางครั้งอาจจะเกิดจากอาการแบตเตอรี่อ่อน หรือแบตเตอรี่หมด เท่านั้นเองครับ
 
จะไม่ค่อยพบอาการค้างจากปัญหาแบตเตอรี่ กับ Ipod เครื่องใหม่ๆ แต่มักพบกับเครื่องที่มีอาการใช้มาแล้วซักระยะหนึ่ง และมีการใช้ชาร์ตแบตเตอรี่ หรือชาร์ตแบตเตอรี่ไม่ถูกต้องนั่นเอง
 
2. หากวิธีแรก หรือว่าไฟเต็มแล้วแต่ยังไม่สามารถใช้งานได้ ก็ให้ลองทำการ Reboot software ของ ipod ใหม่ (คล้ายๆ กับการสั่ง restart windows ใหม่นั่นเอง) โดยให้กด Menu + ปุ่มกลาง (ปุ่มกลางวงกลมนั่นล่ะครับ) โดยให้กดสองปุ่มนี้พร้อมกัน ทิ้งไว้ซักระยะ เครื่องก็จะทำการ Reboot ครับ
 
 
แต่ไม่ต้องกลัวว่าข้อมูลต่างๆ จะหายไป เพราะวิธีการนี้เป็นแค่วิธีการสั่ง reboot เท่านั้น เหมือนกับการสั่ง restart ใน windows เพื่อให้โปรแกรมกลับมาเป็นปรกติ อีกครั้งหนึ่งนั่นเอง มิได้เกี่ยวข้องกับตัวข้อมูลเราแต่อย่างใดครับ
 
3. หากยังไม่ได้ เพราะสั่ง reboot แล้วเปิดไม่ติด สาเหตุที่พบบ่อยคือ อาการค้างจาก battery อ่อนมากๆ เมื่อเราสั่ง reboot ตามข้อ2 แล้ว ทำให้เมื่อ ipod เปิดขึ้นมาไม่สามารถทำงานต่อได้ เพราะใช้ไฟจากแบตเตอรี่ไปจนหมดไปแล้ว ทั้งการปิดตัวเอง และพยายามเปิดตัวเองใหม่ ให้ทำการเสียบชาร์ตไฟ ทิ้งไว้จนเต็ม จะช่วยให้กลับมาเปิดใช้งานได้อีกครั้ง เมื่อแบตเตอรี่เต็ม
 
4. หากทั้งสามข้อที่ผ่านมา ยังไม่สามารถทำให้ ipod ของคุณใช้งานได้ จำเป็นที่ต้องเยียวยาเพิ่มมากขึ้นอีก ซึ่งจำเป็นต้อง Reset เครื่องให้กลับมาเป็นค่าเดิมจากโรงงาน ซึ่งขอเตือนก่อนว่า ขั้นตอนนี้ อาจจะทำให้ข้อมูลบางอย่างเสียหาย หรือหายไปได้ ดังนั้นในขั้นตอนนี้ จึงควรพิจารณา และทำอย่างรอบคอบ พยายามอย่าให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณดับ หรือ ค้างในขณะที่กำลังทำในขั้นตอนนี้ และควรต่ออินเตอร์เน็ตในขั้นตอนนี้ด้วย
 
สำหรับสิ่งที่จำเป็นต้องใช้คือ โปรแกรม Ipod Updater ซึ่งเป็นโปรแกรม utillity ที่มาพร้อมกับ ipod ของคุณอยู่แล้วครับ ลองหาดูในแผ่นซีดีที่แถมมากับเครื่อง ipod
 
จากนั้นต่อ ipod เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ และรันโปรแกรม ipod updater  โปรแกรมจะทำการเช็ค firmware ในเครื่อง ipod ของคุณ กับระบบของ apple และทำการ update ระบบใหม่ทั้งหมด
 
จากนั้นให้เลือก Restore  ระบบก็จะทำการ reset กลับไปเป็นเหมือนจากตอนที่ออกมาจากโรงงานใหม่ๆ นั่นเอง และนั่นก็จะทำให้เคลียร์ข้อมูลเกือบทั้งหมด ดังนั้นข้อมูลต่างๆ จะหายไปนะครับ จึงควรคิดให้รอบคอบก่อนที่จะลงมือ
 
5. หากวิธีที่กล่างมาทั้งหมดยังไม่สามารถทำให้ ipod ของคุณใช้งานไดเป็นปรกติแล้วล่ะก็ อาจจะเกิดปัญหาจากตัวของชิ้นส่วนของ ipod ของคุณเสียแล้ว ซึ่งปรกติมักจะเป็นที่แบตเตอรี่ และตัวของหน่วยความจำหลัก ของเครื่องนั่นเอง ซึ่งหากเครื่องของคุณยังอยู่ในระยะประกันแล้ว ก็ควรจะส่งเข้าศูนย์เพื่อตรวจเช็คทันทีครับ  หรือแม้ว่าหมดประกันแล้ว ทางรอดของ Ipod ของคุณก็ควรจะส่งเข้าศูนย์เช่นกัน
 
writer by mormmam

2010/Aug/20

tadaima~~~~ กลับมาแล้วจ้า

สนุกมาก และเศร้ามาก

ทำไมเศร้า?

เรนไปถึงวันที่ 11 เช้าวันที่ 12 โทรกลับบ้าน กะจะไปสุขสันต์วันแม่ แต่ป่ะป๊ารับ

ป่ะป๊าถามว่า ได้ message ป๊ามั้ย

เรนบอกไม่ได้รับ

ป่ะป๊าว่่า "Snowvy has gone this morning..." (พูดเป็นภาษาอังกฤษกะว่าข่าวมันคงจะ soft ลงมั้ง ^"^;)

ไอ้หย๋า เข่าอ่อน..

จะเป็นลมแล้วล่ะ

พิงตัวไปกับประตูตู้ แล้วยื่นโทรศัพท์ส่งไปให้เจ้ พูดได้แค่คำว่า "เฮ้ย..เฮ้ย..."

จากนั้นก็ร้องไห้ลูกเดียว ไม่ได้ร้องไห้หนักๆอย่างงี้มานานเท่าไหรนะ...

ไม่มีแรงจริงๆ ตัวอ่อนไปหมด น้ำตาไหลมากพอๆกับเหงื่อ 

อากาศร้อนสุดๆ เรายืนร้องไห้โฮกๆอยู่ในตู้เกือบครึ่งชั่วโมง

ตอนนั้นไม่รู้สึกร้อนนะ แต่ตอนออกมารู้สึกหนาว เพราะเสื้อที่ใส่เปียกไปหมด

ญี่ปุ่นไม่ค่อยมีคนใช้ตู้สาธารณะ เพราะมีมือถือกันหมดแล้ว 

ขอบคุณที่ให้เราใช้พื้นที่ร้องไห้จนหัวเบลอไปหมด

โอ้ย เศร้าชิบหาย!!

 

เรามีน้องชาย 2 คน

คนนึงเป็นคน โครตดื้อ

อีกคนเป็นหมา โครตดื้อกว่า >_<

ยังจำได้ว่าคืนฝนตกวันหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ขณะกำลังคุยโทรศัพท์กับเพื่อนอย่างเมามัน

ม่ะม้า เดินเข้าบ้านอุ้มหมาหน้าตาน่าเกลียดตัวเปียกโชกส่งให้

"ขับรถผ่านแถวเหม่งจ๋าย ฝนตกแรงมาก เกือบขับรถทับมัน พอเปิดประตูมันก็โดดขึ้นมาเลย"

หมาหนุ่มขนพันกันรุงรัง ปลอกคอสีมอมยังมีโซ่ติดอยู่

คงจะตกใจฝนตกฟ้าผ่าเสียงดัง จนกระชากโซ่ขาดหลุดออกมา เดินคอตกอยู่ริมถนน

ตาโตสั่นระริกมองมาที่เรา พอยื่นมือไปจับหัว ก็เหมือนกับว่าพันธะตลอดชีวิตระหว่างเรากับหมอนี่ได้เกิดขึ้นแล้ว

 

สวัสดี ผมเป็นน้องชายเธอนะ...

 

สวัสดี ต่อไปนี้ชั้นคือพี่สาวเธอ...

 

ตั้งชื่อว่า สโนวี่ เพราะหน้าตาเหมือนสโนวี่หมาของตินตินในการ์ตูน (แต่ไม่ได้ฉลาดเหมือนกันหรอกนะ เหอ เหอ)

 วันต่อมาพอโนวี่ไปหาหมอ ดูว่ามันเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ไอ้แสบท้องเสีย คงเดินตากฝนนานจนไข้ขึ้น หมอจับโกนขนหมดตัว เพราะขนพันกันทั้งตัว พอโกนเสร็จ ถึงได้เห็นว่ามีแผลเป็น เป็นรอยเย็บพาดยาวด้านข้างตัว จากกลางหลังมาถึงถึงพุง เห็นแล้วเจ็บแทนจริงๆ

 เอามือลูบรอยแผลเบาๆ โนวี่หันกลับมามองตา สาบานว่ารู้สึกจริงๆ เหมือนโนวี่บอกว่า

 

อย่าทิ้งผมนะ...

 

จำไม่ได้ว่ารักโนวี่ตั้งแต่แรกหรือเปล่า แต่พอรู้ตัว เราก็ไม่เคยห่างกันแล้ว

โนวี่ไม่เคยอยู่ห่างเราเกิน 2 เมตร

เราลุก ผมก็ลุกด้วย

เรานอน ผมขอนอนด้วยนะ 

ไปไหน ผมก็ไปด้วย

ออกไปนอกบ้านเหรอ งั้นผมจะรออยู่หน้าประตูละกัน

กลับมาแล้วลูบหัวผมด้วยนะ... 

/*ปาดน้ำตา (ตอนนี้ตาเราเจ็บไปหมดแล้ว)

 

ตอนแรก ม่ะม้าไม่ให้โนวี่ขึ้นชั้น 2 ตอนกลางคืนให้นอนข้างล่าง (ในบ้านนะ) แต่ไอ้แสบก็แอบขึ้นไปนอนข้างบนทุกคืน แถมฉี่เรี่ยราด

ตอนหลังม่ะม้าโมโหเลย ล่ามโนวี่ไว้กับเก้าอี้รับแขกหนักๆ หนักมากขนาดยกคนเดียวไม่ไหว

เช้าวันต่อมา หมาพร้อมเก้าอี้ไปยืนยิ้มแป้นอยู่หน้าบันไดเรียบร้อย

คืนนั้นเลยล่ามใหม่แล้วแอบดูกันว่ามาได้ไง

ไอ้แสบรอคนขึ้นไปหมดแล้วจึงเอาฟันงับโซ่ ลากเก้าอี้จนตัวโยน  ลากไปทีละเซ็นต์จนถึงบันได

ป่ะป๊าว่า อีกหน่อยมันคงเอาเก้าอี้ขึ้นหลัง แล้วปีนขึ้นไปข้างบน (ฮา)

หม่าม้าทนลูกตื้อของโนวี่ไม่ไหว กลัวฟันหมาจะหลอก่อนวัยอันควร ได้รับสิทธิพิเศษ ไปนอนกับเราข้างบนได้ (เย้!)

จากนั้นเป็นต้นมาคนกับหมาจึงติดกันยิ่งกว่าแฝดสยาม

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เราไปต่างจังหวัดกันทั้งบ้าน ไปเช้าเย็นกลับ ผูกโนวี่ไว้ในบ้าน กลับมาเหลือแต่โซ่ ไอ้แสบหนีไปข้างบน แถมอึแก้แค้นไว้บนที่นอน ม่ะหม้าโกรธมากไล่เตะมันลงมากจากชั้น 2 

ต่อมาจะต้องไปต่างจังหวัดอีก คราวนี้เลยแอดวาน เอาไอ้แสบใส่กรง

กลับมาโนวี่ยืนตาขวาง กรงโดนแทะจนพลาสติกหลุด เหลือแต่เหล็กแข็งๆ แถมโย้เย้ไปมา 

พอเปิดกรงโนวี่ก็เดินโซเซไปกินน้ำ กินๆๆๆ จนหมด แล้วก็อ้วกออกมา พอเติมน้ำให้ก็กินๆๆๆ ไม่หยุดจนเราต้องเอาชามน้ำออก โนวี่ก็เดินเข้าห้องน้ำไปกินที่พื้น กินแล้วก็อ้วกอีก เราต้องรีบอุ้มไปโรงพยาบาล

หมอว่า น้องเครียดมากนะคะ ต้องฉีดยาบำรุงหัวใจ

โอ้ววว กรูเครียดกว่า อะไรจะติดคนขนาดนั้น

จากนั้นไปไหนไปด้วย

โนวี่เป็นหมาตัวเดียวที่เคยไปนอนโรงแรมด้วยกัน

ตอนไปถึง โรงแรมบอกว่า ห้ามหมาขึ้นห้อง แต่มีบริการรับฝาก คืนละ 500 บาท

เราก็ฝาก พอเอาของเก็บเสร็จเลยเดินไปดู

ปรากฎว่า บริการรับฝากของเค้า คือ เอาโนวี่ล่ามโซ่ ผูกไว้ที่โต๊ะยาม!

โกรธๆ บอกยามว่าจะกลับแล้ว ขอหมาคืน แล้วเอาโนวี่ใส่กระเป๋าเดินทาง บอกมันว่า จะโวยวายนะ จะพาไปนอนด้วยกัน

ไอ้แสบนิ่งเป็นตุ๊กตา เดินไปเกือบ 10 นาทีจนถึงห้อง โนวี่ไม่กระดุกกระดิกสักแอะ หนีเข้าเมืองโดยปลอดภัย (ฮา)

 

โนวี่เป็นหมาตัวเดียวทีเ่คยไปเดินห้างกับเรา

เดินห้างนี่คือเดินจริงๆนะ เอาวางลงกับพื้นแล้วเดินเองเลย

เมื่อก่อนที่แฟชั่นฯคนไม่เยอะ เอาโนวี่ไปเดินตากแอร์ชิวๆได้

ตัวแสบจะเดินไปข้างหน้าแล้วหันหลังกลับมามอง ว่าเราเดินตามไปมั้ย

ถ้าแกล้งเดินไปทางอื่น โนวี่จะทำเป็นตกใจสุดขีด รีบวิ่งตามมาเอาตัวแนบขาเรา

โอ้ย! จะน่ารักไปไหนเนี่ย

ที่หน้ากระจกก็จะมีรูป Sticker ที่เราถ่ายกับโนวี่ติดไว้ หมาถ่ายปุริ! มีโนวี่ตัวเดียวเนี่ยแหละ

ป่านนี้ยังไม่กล้าไปดูเลย กลัวสติแตกอีกรอบ...

 

ช่วงหลังมานี่ โนวี่แก่ลงมาก ไม่แข็งแรงเหมือนก่อน

นับนิ้วดูแล้ว อยู่กันมาเกือบ 18 ปี

แก่แล้วจริงๆแฮะ ^^"

เมื่อ 2 ปีก่อน เคยอุ้มไปหาหมอ เพราะฟันเลือดออกไหลไม่หยุด 

หมอบอกว่า

 

น้องแก่มากแล้ว เจ้าของทำใจได้มั้ย?

ไอ้บ้า! ใครจะไปทำใจได้ ไม่ยอมนะ ต้องหาย!

 

ร้องไห้งอแง ตั้งจิตต่อรองกับพระเจ้า เอาอายุเราไปครึ่งนึงก็ได้ ขอให้โนวี่รอด ถ้าไม่มีโนวี่ก็ไม่รู้จะอยู่ยังไง

สมหวัง โนวี่กลับบ้านได้ แต่ก็ไม่ค่อยแข็งแรง นอนเยอะมาก วันนึงนอน 22 ชั่วโมง

เราต้องคอยจับคอยลูบตัว กลางคืนก็อุ้มขึ้นข้างบน เพราะแก่แล้ว ปีนบันไดไม่ไหว

ตอนเช้าก็อุ้มลงมาฉี่ กินข้าว แลวก็พาไปนอน

เราชอบนอนกอดโนวี่ โดยเฉพาะตอนอาบน้ำมาใหม่ๆ ตัวจะหอมๆ ชอบเอามือบีบอุ้งเท้า เอาหน้าถูๆตรงขนเกรียนๆข้างแก้ม เอาหูแนบอก ฟังเสียงหัวใจเต้นจังหวะแปลกๆ

แต่เป็นเสียงที่เพราะที่สุดในโลก

ต้นเดือนที่แล้ว โนวี่อาการไม่ดีอีกรอบ ไม่ยอมกินข้าวกินน้ำ จนน้ำหนักลดไปมาก ไม่มีแรง สุดท้ายก็ต้องไปหาหมอให้น้ำเกลือ หมอบอกว่า

น้องอาการแย่มาก สงสัยจะไม่ไหวแล้ว ฝากไว้ที่โรงพยาบาลเลยมั้ย 

ไม่เอา ไม่ได้ ไม่ให้ฝาก จะพากลับบ้าน

ถ้าจะต้องตายก็ขอให้ตายที่บ้าน ขอให้เราได้จับอุ้งเท้าเอาไว้

จนลมหายใจสุดท้ายของชีวิตเถอะ...

 

ลากสายน้ำเกลือกลับมาบ้าน เอาโนวี่นอนตัก คอยใช้ไซริ้งดูดน้ำขึ้นมาป้อน ทีละหลอดๆ

ตัวแสบเหมือนจะอาการดีขึ้น ลุกขึ้นเดินไปเดินมาจนสายน้ำเกลือแทบหลุด เราถือขวดน้ำเกลือเดินตามทีละก้าวๆ ทั้งคืน 

ดีใจที่อาการไม่ทรุด แต่ก็ไม่ดีขึ้น นอนเยอะเหมือนเดิม

เรากอดโนวี่ทุกวัน กระซิบข้างหูว่าสู้ๆนะ

ทำสัญญากะพระเจ้าอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้ผล

 

แค่วันเดียวหลังจากที่เราไปญี่ปุ่น

โนวี่ก็หลับไป และไม่ตื่นขึ้นมาอีก..

หม่าม้าบอกว่า โนวี่ก็แค่หลับไปเฉยๆ ไม่เจ็บปวด ไม่ทรมาน

หม่าม้าบอกว่า มันเลือกวัน เลือกตอนที่เราไม่อยู่ จะได้ไม่เห็นมันตาย จะได้ไม่เสียใจ

ใจร้าย...

 

ตั้งแต่เรารับโทรศัพท์จากป๊า โลกเราก็เปลี่ยนไป

เราต้องพยายามทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้ ต้องทำอะไรซักอย่างตลอดเวลา กระทั่งเดินก็ต้องคุยไปด้วย เพราะถ้าเผลออยู่เงียบๆขึ้นมา น้ำตามันพาลจะไหล และพอไหลแล้วก็ไม่หยุดง่ายๆซะด้วย

กลางคืนเรานั่งคุยกะเจ้ ดูทีวีให้ดึกที่สุด จนกระทั่งเข้านอนนั่นแหละ ถึงจะเริ่มร้องไห้

ร้องทุกคืน ร้องหนักมาก จนเจ็บกระบอกตาไปหมด ร้องจนหมอนเปียกมาก ต้องเอาผ้าขนหนูมารอง ร้องแล้วนอนต่อ จนหลับไป

เช้าตื่นขึ้นมา ปวดตา ตาบวม

อาบน้ำ ร้องไห้ ตาบวม

ขึ้นรถไฟ ร้องไห้ ตาบวม

เดินไปซื้อข้าว ร้องไห้ ตาบวม 

พอเพื่อนถาม เป็นอะไร ก็ตอบว่า แพ้อากาศ ตาบวม

เจ็บหัวใจเหลือเกิน...

ชั้นไม่อยากอยู่คนเดียว

ความเงียบมันช่างโหดร้ายนัก...

 

ขากลับบนเครื่องบินยิ่งทรมานใหญ่ ให้ตายเถอะ! ไม่อยากจะกลับเลย

ที่บ้านไม่เหมือนเดิม ไม่มีโนวี่คอยให้เราลูบหัวอีกแล้ว

แค่นี้น้ำตาก็ไหลเหมือนเปิดขวด เราแกล้งจาม 2-3 ครั้ง ทำเหมือนแพ้อากาศอีกที

มือเรากดรีโมททีวีบนเครื่องไปเรื่อยๆ

เห็นว่าฉายหนังเรื่อง "Alice in Wonderland" อยากดูพอดี ดูดีกว่า

เอ้ะ! หนังจบเมื่อไหรไม่รู้เลย ทีวีกลับมาเป็นจอฟ้าอีกแล้ว แถมทิชชู่ในมือก็เปื่อยไปหมด

เจ็บตาจัง เราคงเผลอขยี้แรงเกินไป

2 ชั่วโมงสุดท้ายบนเครื่องนั้นแสนจะโหด

ท้องฟ้าข้างนอกมืดมิด เหมือนในใจเราตอนนี้

ผิดกันแต่ว่า คืนนั้นมีดาวมากมาย แต่ในใจเราไม่มีซักดวง...

 

เราสูดขี้มูกดังไปหน่อย เจ้เลยตื่นแล้วหันมามอง

เจ้เอามือแปะๆหัวบอกว่า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร....

 

เครื่องมาถึงเมืองไทยแล้ว เราร้องไห้ส่งท้ายอีกรอบ ก่อนจะเช็ดหน้า ทำหน้าตาเหมือนเพิ่งตื่นจากนิทราที่แสนสุข  

โอ้ ความจริงช่างโหดร้าย...

ม่ะหม้ายืนรออยู่หน้าเครื่องโทรศัพท์ เราเห็นก่อนเลยวิ่งไปกอดด้านหลัง เราแอบเห็นม่ะม้าป้ายน้ำตา

ถึงบ้าน เราเดินไปกอดป๊า เราแอบเห็นป๊าป้ายน้ำตา

นั่งรื้อของออกจากกระเป๋า น้องชายเดินมากอด เราแอบเห็นน้องชายป้ายน้ำตา

 

โนวี่ ดีใจมั้ย แกช่างเป็นที่รัก...

 

เราเดินไปหน้าบ้าน ตรงที่โนวี่หลับอยู่

ม่ะหม้าบอกว่าไม่ต้องห่วง ม้าทำอย่างที ให้โนวี่นอนบนฟูกอันโปรด ซักใหม่หอมๆ ห่มผ้าอุ่นๆ ห่อด้วยผ้าขาวอีกที ขุดหลุมลงไปลึก และจุดธูปให้อีกด้วย ม่ะหม้าบอกโนวี่ให้ไปดี ให้โนวี่เจอแสงสว่าง ไปอยู่กับพระเจ้า

เมื่อคืนฝนตกแรง หน้าบ้านตรงที่โนวี่นอนอยู่เป็นแอ่งน้ำขังไปหมด

จะหนาวมั้ยนะ?

แต่คงไม่เป็นไร มีผ้ากับฟูกอุ่นๆให้นี่นะ

 

เราจุ่มมือลงไปในน้ำเย็นเจี๊ยบ จนสัมผัสกับพื้นดิน แล้วน้ำตาเราก็ไหลอีกครั้ง

 

โนวี่ ไม่ต้องห่วง เจ้อยู่ได้ 

หมูขาวไปรอเรานะ

รอที่ทุ่งหญ้าสีเขียว

ริมสะพานสายรุ้ง

ที่นั่นโนวี่จะอุ่นสบาย

ร่างกายแข็งแรง มีเพื่อนเล่น

จงมีความสุขอยู่ที่นั่น

จนถึงวันที่เราพบกันอีกครั้ง

 

โนวี่จะจำเราได้มั้ยนะ?

แต่เราจะจำโนวี่ได้แน่ๆ

เพราะใจเราแตกเป็นเสี่ยง และเธอเอาเสี่ยงนึงในใจเราไปตลอดกาล

เราจะกอดโนวี่ไว้ และไม่ปล่อยไปไหนอีก

 

ถึงตอนนั้น...

เรามาเล่นซ่อนหากันอีกนะ

 

รักและกอดโนวี่อยู่เสมอ

XOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOXOX

 

พี่สาวของเจ้า 

 

ปล.ถ้าเป็นไปได้ ถ้าเจอกันอย่าถามและพยายามปลอบใจ จิตใจเราเจ็บปวดมากจริงๆ